ครั้งแรกที่ผมลองเล่นโยคะคือเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เพราะเพื่อนชวน ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเสียว่าไปลองดูสักครั้ง เผื่อจะได้ยืดเส้นยืดสายและรู้สึกสงบเหมือนภาพที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ผลที่ได้กลับมาตรงกันข้ามครับ — ปวดหัวไปหมด 😅
ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจว่าการทำท่าโยคะไม่ได้หมายถึงการพยายามทำร่างกายให้เหมือนคุณครู ผมทำตามท่าอย่างเดียว โดยแทบไม่ได้รู้เลยว่าควรหายใจอย่างไร ใช้กล้ามเนื้อส่วนไหน หรือตรงไหนที่ร่างกายกำลังบอกว่า “พอแล้วนะ”
ผลคือผมสรุปง่าย ๆ ว่า ผมไม่ชอบโยคะ แล้วก็หยุดเล่นไปเลย
แต่ก็ยังไม่เลิกพยายามเสียทีเดียว
หลายปีหลังจากนั้น ผมยังยืดเหยียดตาม YouTube บ้าง และเคยลองเรียนกับคุณครูหลายคน แต่ไม่ว่าจะลองกี่ครั้งก็ยังไม่เจอจุดที่ทำให้รู้สึกว่าอยากเอาโยคะมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง ๆ
จนกระทั่งประมาณ 3 ปีก่อน ผมได้เจอกับคุณครูโยคะท่านหนึ่ง และสิ่งแรกที่คุณครูสอน ไม่ใช่การทำ Downward Dog ไม่ใช่การทำ Headstand หรือไม่ใช่การทำท่าแปลกๆ เท่ห์ๆ ที่ผมสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามนุษย์ปกติเขาทำกันได้อย่างไร
แต่คุณครูเริ่มจาก “การหายใจ”
โยคะของผมเริ่มก่อนที่จะทำท่าแรก
ทุกครั้งที่เข้าคลาส เราจะเริ่มจากการนั่งนิ่ง ๆ กำหนดลมหายใจและอยู่กับตัวเองก่อน มีตั้งแต่การหายใจเข้าและออกอย่างละประมาณ 4 วินาที ไปจนถึงรูปแบบการฝึกที่มีช่วงกลั้นลมหายใจ ตามที่คุณครูกำหนด โดยเวลาหายใจเข้าเราจะค่อย ๆ รับรู้การขยายตัวของท้อง
ก่อนเข้าสู่ท่าต่าง ๆ ผมจะกลับมาอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าอย่างมีสติ และระหว่างที่อยู่ในท่าก็ค่อย ๆ ควบคุมการหายใจออกตามจังหวะการเคลื่อนไหว แทนที่จะมัวแต่คิดว่าจะต้องทำท่าให้ได้เหมือนคนข้าง ๆ
มันแตกต่างจากชีวิตประจำวันของผมพอสมควร เพราะหลายครั้งในวันที่เรายุ่ง เราแทบไม่เคยสนใจเลยว่าตัวเองกำลังหายใจอย่างไร แต่พอกลับมาให้ความสนใจกับลมหายใจ สิ่งที่ผมรู้สึกชัดคือผมมีสมาธิกับร่างกายมากขึ้น

ความยืดหยุ่นกลายเป็นแค่ผลพลอยได้
หลังจากเล่นต่อเนื่อง สิ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองได้จากโยคะมากที่สุด กลับไม่ใช่การก้มได้ลึกขึ้นหรือทำท่ายากขึ้น
ความยืดหยุ่นสำหรับผมกลายเป็นผลพลอยได้
สิ่งที่สำคัญกว่าคือสมาธิและการเข้าใจร่างกายของตัวเอง เมื่อควบคุมลมหายใจได้ ผมสามารถโฟกัสกับสิ่งที่กำลังทำ เริ่มรับรู้ว่าท่านี้ต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนไหน ตรงไหนกำลังออกแรง ตรงไหนกำลังเกร็งเกินไป และเมื่อไหร่ที่ควรหยุด
ในบางท่าที่ต้องใช้แรงมาก ผมยังสังเกตจากตัวเองด้วยว่า เมื่อควบคุมลมหายใจได้ดีขึ้น ผมสามารถอยู่กับท่าและควบคุมอาการสั่นของร่างกายได้ดีขึ้น แทนที่จะเกร็งทุกอย่างพร้อมกันจนลืมหายใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตจากข้อมูลสุขภาพของตัวเองตลอดช่วงที่ฝึกต่อเนื่องคือค่า HRV มีแนวโน้มดีขึ้นด้วย แน่นอนว่า HRV ได้รับผลจากหลายปัจจัย ทั้งการนอน ความเครียด การออกกำลังกายและการพักฟื้น ผมจึงไม่ได้บอกว่าโยคะเป็นสาเหตุโดยตรง แต่มันเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ผมเห็นจากร่างกายของตัวเอง
วันนี้โยคะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตารางชีวิต
จากคนที่เคยเล่นครั้งเดียวแล้วเลิก วันนี้ผมยืดเหยียดประมาณ 2–3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 15–30 นาที โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย และวันอาทิตย์จะเป็นวันโยคะหลักของผม ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เริ่มตั้งแต่การกำหนดลมหายใจ ยืดเหยียดร่างกาย แล้วจึงเข้าสู่การฝึกท่าต่าง ๆ
ผมไม่ได้ทำทุกท่าได้ และไม่ได้คิดว่าต้องทำให้ได้ทุกท่าด้วย เพราะสิ่งหนึ่งที่โยคะสอนผมคือร่างกายของแต่ละคนมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน
ถ้ามีใครบอกว่า “ตัวแข็ง เล่นโยคะไม่ได้หรอก” ผมนี่น่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่เถียง เพราะผมเองก็เรียกได้ว่า ตัวตึงของวงการ 😂
เราไม่จำเป็นต้องตัวอ่อนก่อนถึงจะเริ่มโยคะได้ แค่ลองก่อน ทำเท่าที่ร่างกายทำได้ ไม่ต้องฝืน และค่อย ๆ เรียนรู้ข้อจำกัดของตัวเอง เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเอาร่างกายของเราไปทำให้เหมือนคนอื่น แต่คือการเข้าใจร่างกายของเราให้มากขึ้น

พอเริ่มฟังร่างกายเป็น ก็เริ่มเลือกเสื่อไม่เหมือนเดิม
พอเล่นไปเรื่อย ๆ ผมถึงเริ่มรู้ว่าเสื่อไม่ได้มีหน้าที่แค่ปูพื้น เพราะแต่ละกิจกรรมใช้ร่างกายไม่เหมือนกัน บางท่ามือลื่น บางท่าเท้าลื่น บางครั้งเสื่อนิ่มเกินไปจน balance ยาก แต่ถ้าแข็งเกินไป เวลาหัวเข่าหรือส่วนอื่นของร่างกายสัมผัสพื้นก็ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร
ผมเลยไม่ได้มีคำตอบว่า “เสื่อผืนไหนดีที่สุด” แต่จะถามก่อนว่า “เราจะเอาไปทำอะไร?” เสื่อทั้ง 3 แบบด้านล่างเป็นแบบที่ผมใช้อยู่จริงและเลือกใช้ต่างกันตามกิจกรรม
สำหรับยืดเหยียดทั่วไป — Grande
ผมยืดเหยียดหลังออกกำลังกายค่อนข้างบ่อย ดังนั้นวันธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกท่าอะไรจริงจัง ผมใช้ Grande เพราะตอบโจทย์ง่าย ๆ คือใช้งานได้สบายและราคาไม่แรง ไม่จำเป็นต้องหยิบเสื่อราคาแพงทุกครั้งที่อยากลงไปยืดตัว 15–30 นาที
เรียกว่าสบายร่างกายและสบายกระเป๋าไปพร้อมกัน 555
Grande Yoga Mat ผืนที่ผมหยิบบ่อยสำหรับยืดเหยียดทั่วไป ดูรุ่นที่ผมใช้ ↗
สำหรับ Bodyweight Workout — Adidas ความหนาประมาณ 10 mm
วันที่ทำ Bodyweight, Plank, Reverse Lunge หรือ Push-up ผมจะเลือกเสื่อ Adidas ที่หนาประมาณ 10 mm เพราะมีความนุ่มขึ้นมาอีกระดับ ทำให้เวลาหัวเข่า มือ หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสัมผัสพื้นรู้สึกสบายขึ้น
แต่ความหนาและความนุ่มที่ผมชอบสำหรับ Workout ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นตัวเลือกที่ผมชอบที่สุดสำหรับการฝึกโยคะที่ต้องใช้ balance เพราะฐานที่นิ่มขึ้นก็ให้ความรู้สึกในการทรงตัวต่างออกไป
Adidas Exercise Mat · ~10 mm ผืนที่ผมเลือกใช้สำหรับ Bodyweight และ Workout บนพื้น ดูรุ่นที่ผมใช้ ↗
สำหรับฝึก Yoga และ Asana — Manduka Begin 5 mm
วันที่เข้าคลาสหรือฝึกท่าที่ต้องการความมั่นคง ผมใช้ Manduka Begin 5 mm สิ่งที่ผมรู้สึกแตกต่างชัดที่สุดคือความหนึบในแต่ละ position ทั้งตอนวางมือและวางเท้า ทำให้รู้สึก stable และมั่นใจมากขึ้น
แน่นอนว่าเสื่อไม่ได้ทำให้เราทำท่าได้เก่งขึ้น แต่ทำให้ผมไม่ต้องคอยกังวลว่ามือหรือเท้าจะไถล ผมก็สามารถเอาสมาธิกลับมาอยู่กับลมหายใจ กล้ามเนื้อ และร่างกายของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับผม นั่นต่างหากคือสิ่งสำคัญของการฝึก
Manduka Begin · 5 mm ผืนที่ผมใช้เวลาฝึก Yoga และ Asana ที่ต้องการความมั่นคง ดูรุ่นที่ผมใช้ ↗
สุดท้ายแล้ว ผืนที่ดีที่สุดอาจไม่มีอยู่จริง
ถ้าถามว่าจำเป็นต้องมีเสื่อสามผืนเหมือนผมหรือเปล่า — ไม่จำเป็นเลยครับ ผมลองมาเยอะแล้ว คุณไม่ต้องเสียเงินตามผมทุกขั้นก็ได้ 555
ถ้าเพิ่งเริ่ม ให้ดูจากสิ่งที่เราทำบ่อยที่สุดก่อน ถ้าเน้นยืดเหยียด ก็อาจไม่ต้องลงทุนมาก ถ้าออกกำลังกายบนพื้นบ่อยก็อาจต้องการความนุ่มและการรองรับเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเริ่มฝึก Asana หรือท่าที่ต้องการ balance และความมั่นคง เรื่อง grip และความรู้สึกของฐานที่วางมือวางเท้าก็จะสำคัญขึ้น
เหมือนกับโยคะที่ผมใช้เวลามากกว่า 20 ปีกว่าจะกลับมาเข้าใจมัน บางทีเราไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำท่าที่สวยที่สุด และแน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องตัวอ่อนที่สุด
แค่เริ่มจากหายใจ ฟังร่างกาย แล้วค่อย ๆ เคลื่อนไหวในแบบที่เหมาะกับเรา