ตอนเริ่มออกกำลังกายใหม่ ๆ ผมเคยมีความคิดง่าย ๆ ว่า วันนี้ออกกำลังกายแล้ว เพราะฉะนั้นจะกินอะไรก็ได้ น่าจะไม่เป็นไรหรอก วิ่งก็วิ่งแล้ว เหงื่อก็ออกแล้ว แคลอรีก็น่าจะเผาไปไม่น้อย ถ้าหลังจากนั้นอยากกินแฮมเบอร์เกอร์ ของทอด หรืออะไรที่ช่วยเติมเต็มความสุขให้ชีวิตสักหน่อย ก็ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลดีครับ อย่างน้อยในตอนนั้นผมก็คิดแบบนั้น
โดยเฉพาะหลังออกกำลังกายเหนื่อย ๆ ความรู้สึกอยากกินอะไรที่อร่อยและให้ความสุขทันทีมันมาได้ง่ายมาก บางครั้ง Fast Food เย็น ๆ หวาน ๆ มันก็ดูน่าสนใจกว่าการกลับมานั่งคิดว่าอาหารมื้อนี้มีโปรตีนเท่าไร มีคาร์โบไฮเดรตพอหรือยัง และไขมันที่กินเป็นแบบไหน เอาเป็นว่าตอนนั้นหลักการเลือกอาหารของผมค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ — ออกมาแล้ว กินได้ 😅
แต่หลังจากเริ่มออกกำลังกายต่อเนื่องมากขึ้น ได้อ่าน ได้ฟัง และค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องโภชนาการมากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วอาหารหลังออกกำลังกายไม่ใช่แค่ “รางวัล” ที่เราให้ตัวเองหลังจากเหนื่อยมา แต่มันเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแลร่างกาย และการออกกำลังกายแต่ละแบบก็ทำให้ความต้องการของร่างกายแตกต่างกันไปด้วย

ออกกำลังกายแล้ว ไม่ได้แปลว่าต้องกินให้น้อยลง
อย่างวันที่ไปวิ่งหรือทำคาร์ดิโอมา หรือวันที่ฝึกเวทค่อนข้างหนัก สิ่งที่ผมเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นคือการกินอาหารให้เพียงพอ ไม่ใช่พยายามอดเพราะกลัวว่าสิ่งที่ออกกำลังกายมาจะเสียเปล่า ผมจะนึกถึงโปรตีน คาร์โบไฮเดรต รวมถึงไขมันดีให้มากขึ้น เพราะร่างกายเพิ่งผ่านการใช้งานมา สิ่งที่เราเติมกลับเข้าไปจึงมีส่วนกับการฟื้นตัวและความพร้อมสำหรับกิจกรรมต่อ ๆ ไป
ความแตกต่างที่สังเกตได้ง่ายสำหรับผมไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอะไรซับซ้อนเลยครับ แต่อยู่ที่ความรู้สึกในชีวิตประจำวัน เวลากินอาหารที่หวานมากหรือเลือกกินตามใจอย่างเดียว บางครั้งกินเสร็จไม่นานก็เริ่มง่วง และความอิ่มก็ไม่ได้อยู่กับเรานานเท่าไร เดี๋ยวก็เริ่มอยากหาอะไรเพิ่มอีกแล้ว แต่ถ้าหลังออกกำลังกายได้กินมื้อที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ ผมรู้สึกว่าอิ่มได้นานกว่า ไม่หิวจุกจิกบ่อย และความรู้สึกหลังมื้ออาหารก็ต่างกัน
จาก “ออกแล้วกินได้” เป็น “จะเติมอะไรดี ๆ กลับเข้าไป?”
ตรงนี้ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองจากคำถามว่า “ออกกำลังกายแล้วกินอะไรได้บ้าง?” มาเป็น “หลังจากใช้ร่างกายไปแล้ว เราจะเติมอะไรดี ๆ กลับเข้าไปให้มันบ้าง?” ซึ่งสองคำถามนี้ฟังดูคล้ายกัน แต่ความคิดที่อยู่ข้างหลังต่างกันพอสมควร เพราะคำถามแรกเหมือนเรากำลังหาว่าวันนี้มีโควตากินได้อีกเท่าไร ส่วนคำถามหลังคือเรากำลังมองอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลร่างกาย

กินดี ไม่ได้แปลว่าต้องกิน Perfect ทุกมื้อ
และผมก็ไม่ได้คิดว่าการกินเพื่อสุขภาพหมายความว่าต่อจากนี้ชีวิตจะต้องบอกลาแฮมเบอร์เกอร์ ของทอด หรือของที่เราชอบทั้งหมดนะครับ ชีวิตแบบนั้นก็ดูเหนื่อยเกินไปหน่อย สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากกว่าคือ เราไม่จำเป็นต้องกินให้ “Perfect” ทุกมื้อ แต่ควรรู้ว่ามื้อส่วนใหญ่ที่เราเลือกกินกำลังให้อะไรกับร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเราตั้งใจใช้เวลาและแรงไปกับการออกกำลังกายแล้ว
สำหรับผม การออกกำลังกายกับการกินเลยไม่ได้เป็นสองเรื่องแยกจากกัน เราออกกำลังกายเพราะอยากให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น มี Movement ที่ดีขึ้น และดูแลสุขภาพในระยะยาว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเติมกลับเข้าไปก็ควรไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ออกกำลังกายเสร็จแล้วคิดว่า Mission Complete จากนั้นจะโยนอะไรก็ได้กลับเข้าไปในร่างกาย
ในเมื่อขยับดีแล้ว ก็เติมของดีให้ร่างกายด้วย
ถ้าจะสรุปสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเรื่องนี้แบบง่ายที่สุด ก็คงเป็นว่า ในเมื่อเราใช้เวลาเอาสิ่งดี ๆ ให้กับร่างกายด้วยการออกกำลังกายแล้ว ก็ควรเติมสิ่งดี ๆ กลับเข้าไปด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องถึงกับชั่งอาหารทุกจานหรือคำนวณทุกอย่างจนการกินข้าวกลายเป็นวิชาคณิตศาสตร์ แค่เริ่มเลือกให้ดีขึ้น กินให้เพียงพอ และเข้าใจว่าอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกายเช่นเดียวกับวันที่เราไปวิ่งหรือยกเวท
เพราะสุดท้าย ถ้าเราอุตส่าห์พาร่างกายไปออกกำลังกายมาแล้ว แต่กลับมา “ยัดขยะกลับเข้าไปเหมือนเดิม” อย่างที่ผมเคยพูดไว้ มันก็น่าเสียดายแรงที่เราเพิ่งลงไปเหมือนกันครับ 😄
Move. Fuel. Recover.